Dvorak’s Symphony No.9 in E Minor, Op.95 “From the New World”
ดุริยวรรณกรรมจากโลกใหม่

โดย the Antarctica


Antonin Dvorak (1841-1904)


ผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยฟังเพลงอะไรเพลงหนึ่งเป็นครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าทำไมเพลงนี้มัน “โดน” อย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิก ป็อป แจ็ซ ฯลฯ สำหรับเพลงคลาสสิกอาจจะ “โดน” ยากซักหน่อย แต่ก็มีเพลงหนึ่งทีพอผมได้ฟังครั้งแรกก็รูสึกว่าเพลงนี้ “โดน” สุดๆตั้งแต่ยังไม่จบเพลงด้วยซ้ำ เพลงๆนั้นก็คือ Symphony No.9 in E Minor, Op.95 หรือเรียกกันง่ายๆว่า New World Symphony ของดุริยกวีชาวโบฮีเมีย (สาธรณะรัฐเชคในปัจจุบัน) จากสมัยโรแมนติก Antonin Dvorak (1841-1904) นั้นเอง (คราวนี้ไม่มีเปียโนนะครับ แต่เห็นว่าน่าสนใจและน่าฟังมากครับ)

เมื่อต้นปีก่อนอเมริกาได้ส่งวงดุริยางค์ New York Philharmonic ไปบรรเลงที่เกาหลีเหนือโดยหวังจะใช้ดนตรีเป็นเครื่องผูกมิตร โปรแกรมการแสดงที่มี American in Paris ของ Gorge Gershwin (1898-1937) และ  New World Symphony บทนี้ก็ถูกบรรจุอยู่ ซึ่งทั้งสองเพลงนี้เรียกได้ว่าแสดงความเป็นอเมริกันออกมาอย่างเข้มข้น ความเป็นมาของซิมโฟนีบทนี้เป็นอย่างไร และแสดงออกถึงความเป็นอเมริกันหรือไม่นั้นเชิญติดตามกันได้เลยครับ

เรื่องเริ่มขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่ Dvorak เหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินอเมริกาเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1892 พร้อมกับภรรยา ลูกสาวคนโต และลูกชายคนโตของเขา การเดินทางครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำเชื้อเชิญของ Jennette M. Thurber เศรษฐีนีชาวนิวยอร์กที่ชักชวน Dvorak ไปเป็นผู้อำนวยการดนตรีของ National Conservatory of Music ที่เธอก่อตั้งขึ้น โดยที่ Dvorak ได้รับการเสนอเงินเดือนมากกว่าตอนที่อยู่ในกรุง Prague ถึงยี่สิบเท่า ในตอนแรกนั้น Dvorak รู้สึกมีความสุขและกระตือรือร้นจากการได้มาสัมผัสดินแดนที่เรียกว่าเป็นโลกใหม่นี้อย่างมาก หลังจากที่มาถึงเพียงสามอาทิตย์ Dvorak ได้ออกแสดงบทโหมโรงอันโด่งดังของเขาสามบทคือ In Nature’s Realm  Carnival และ Othello อีกทั้งยังเดินทางไปอำนวยเพลงให้กับวงดุริยางค์ที่มีชื่อเสียงตามเมืองต่างๆหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์กหรือชิกคาโก แต่ Dvorak ใช้เวลาเพียงสามปีเศษเท่านั้นในการมาอมริกาครั้งแรกครั้งนี้ สาเหตุหลักอาจจะเป็นเพราะความคิดถึงบ้านอีกทั้งเขาพบว่าวงดุริยางค์ของนักเรียนที่เขาต้องเป็นผู้อำนวยเพลงนั้นบรรเลงได้แย่มาก

ในขณะใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอเมริกา Dvorak มีความสนใจและประทับใจดนตรีของชนชาวอเมริกันผิวดำและชาวอินเดียนเป็นอย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่าดนตรีดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจในการประพันธ์ซิมโฟนีบทนี้แก่ Dvorak เขาเคยกล่าวเกี่ยวกับดนตรีของชาวอเมริกันผิวดำกับ Thurber ว่า “ผมเชื่อมั่นว่าอนาคตของดนตรีในประเทศนี้จะมีรากฐานจากสิ่งที่เรียกว่าท่วงทำนองของชาวนิโกรอย่างแน่นอน สิ่งนี้สามารถจะเป็นรากฐานของการเรียนรู้การประพันธ์ที่เป็นแบบฉบับและจริงจังที่จะพัฒนาขึ้นในสหรัฐฯ ท่วงทำนองที่งดงามและหลากหลายนี้คือผลผลิตจากผืนดิน นี่คือเพลงพื้นบ้านของชาวอเมริกัน นักประพันธ์ของคุณจะต้องหันมาหาสิ่งเหล่านี้” ความสนใจนี้จะเห็นได้จากการใช้  pentatonic scale (scale ที่ประกอบด้วยโน้ต 5 ตัว) ซึ่งพบในดนตรีของชาวแอฟริกันอเมริกันในซิมโฟนีบทนี้ด้วย

ซึ่งก็แน่นอนว่านอกจาก Dvořák จะสอนหนังสือและออกแสดงคอนเสิร์ตแล้วเขาก็ยังประพันธ์บทเพลงไว้หลายบทในช่วงที่อาศัยอยู่ในประเทศอเมริกานี้ ซึ่งแน่นอนว่าบทเพลงหนึ่งในนั้นคือ Symphony No.9 in E Minor, Op.95 “From the New World”บทนี้นั่นเอง (เพลงอื่นๆที่ Dvořák ประพันธ์ขึ้นในการมาเยือนประเทศอเมริกาครั้งนี้คือ Violin Sonata in G และ Biblical Songs, Op.99 ซึ่งประพันธ์ขึ้นที่กรุงนิวยอร์กนอกจากนี้ยังมี String Quartet in F Op.96 “American” และ String Quartet in E flat, Op. 97 ซึ่งประพันธ์ขึ้นที่เมือง Spillville อีกด้วย)

Dvořák เริ่มประพันธ์ซิมโฟนีบทนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1892 และเสร็จสมบูรณ์ทุกกระบวนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1893 และนำออกแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ Carnegie Hall ในวันที่ 16 ธันวาคมในปีนั้นโดยมี Anton Seidl เป็นผู้อำนวยเพลงและวงดุริยางค์ New York Philharmonic เป็นผู้บรรเลง การแสดงครั้งนั้นประสบความสำเร็จและเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวอเมริกันอย่างมาก อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงแก่เขาอย่างเหลือล้นซึ่งเป็นสิ่งที่  Dvorak ไม่ได้คาดหมายมาก่อน นักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่าบทเพลงนี้มีลักษณะเป็นอเมริกันอย่างแท้จริง นักวิจารณ์ Henry T. Fink บรรยายในหนังสือพิมพ์ The New York Evening Post ว่า “ใครก็ตามที่ได้ยินซิมโฟนีบทนี้จะไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า มันคือผลงานซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยประพันธ์ขึ้นมาในประเทศนี้”


ทิวทัศน์กรุงนิวยอร์กในปี ค.ศ. 1894 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Dvorak พำนักอยู่ในอเมริกา

อย่างไรก็ตาม Fink ได้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วซิมโฟนีบทนี้มีลักษณะเป็นอเมริกันหรือไม่ Arthur Mee ผู้เขียนโปรแกรมโน้ตในการแสดงรอบปฐมทัศน์บรรยายไว้ในโปรแกรมว่า Dvorak เกิดความประทับใจกับสิ่งพิเศษในอเมริกาทันทีที่มาถึงและผลงานของเขาที่ประพันธ์ขึ้นในประเทศนี้ทั้งหมดแตกต่างจากที่เขาประพันธ์ไว้ในโบฮีเมีย ซึ่งผลงานเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมใหม่ๆนั่นเอง

แต่ Dvorak กล่าวว่าเขาไม่ได้ใช้ท่วงทำนองของชาวแอฟริกันอเมริกันหรือชาวอเมริกันพื้นเมืองเลย เขาเพียงแต่จำลองจิตวิญญาณของพวกเขาเท่านั้น Dvorak กล่าวว่า “ผมเพียงแต่งทำนองแบบฉบับของผมเอง ซึ่งหลอมรวมลักษณะพิเศษของดนตรีของชาวอินเดียน และให้ท่วงทำนองนี้เป็นหัวใจหลักแล้วใช้จังหวะ เสียงประสาน การประสานท่วงทำนอง และเสียงของวงดุริยางค์สมัยใหม่พัฒนามันขึ้นไป” ตัว Dvorak เองก็ยังสนับสนุนให้นักประพันธ์ชาวอเมริกันหาแรงบันดาลใจจากประเทศของตนเช่นกัน

อย่างไรก็ตามนักวิจารณ์บางคนอ้างว่า Dvorak ได้นำทำนองจากเพลงอื่นๆหลายเพลงมาใส่ไว้ในซิมโฟนีบทนี้ อาทิเช่น ท่วงทำนองของฟลูตในท่อนแรก (ทำนองหลักที่สาม) ไปคล้ายกับเพลง  Swing Low, Sweet Chariot   นอกจากนี้ John Clapham ผู้เขียนอัตชีวประวัติของ Dvorak อ้างว่าทำนองที่ต่อจากทำนองดังกล่าวนั้นยังไปคล้ายกับเพลง The Little Alabama Coon ของ Hattie Starr และทำนองที่อิงลิชฮอร์นบรรเลงในท่อนที่สองไปคล้ายกับเพลง Massa Dear ของ A. Johnson อีกด้วย

อย่างไรก็ตามในเล็คเชอร์ครั้งหนึ่งของผู้อำนวยเพลงและนักประพันธ์ชาวอเมริกัน Leonard Bernstein ได้มีการสืบค้นถึงต้นตอต่างๆของท่วงทำนองในซิมโฟนีบทนี้ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส สก็อตแลนด์ เยอรมัน จีน และ เชค แล้วสรุปว่าผลงานชิ้นมีลักษณะร่วมของหลายชาติ (multi-cultural) แต่ไม่ว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร Dvořák ก็ได้ทิ้งมรดกเป็นบทเพลงอันทรงคุณค่าไว้ให้คนรุนหลังได้ซาบซึ้งตราบจนทุกวันนี้

Symphony No.9 in E Minor, Op.95 “From the New World” บทนี่ประกอบด้วยสี่กระบวนดังนี้

ท่อนแรก Adagio – Allegro molto อยู่ในลักษณะ sonata form ที่กระทัดรัดฟังง่าย ประกอบด้วยทำนองหลักสามทำนองโดยเริ่มต้นด้วยอารัมภบทอันแช่มช้าสลับกับเร่าร้อนสร้างบรรยากาศฮึกเหิม หลังจากนั้นฮอร์นจะเริ่มช่วง exposition โดยนำเสนอทำนองหลักที่หนึ่ง เมื่อทำนองหลักที่หนึ่งนี้ได้รับการบรรเลงด้วยแรงขับมหาศาลจากวงเรื่องสายแล้ว ฟลูตและโอโบก็นำเสนอทำนองหลักที่สองที่มีลักษณะเป็นเพลงเต้นรำที่มีบรรยากาศขมุกขมัวก่อนที่ดนตรีจะย้ายไปในบันใดเสียงเมเจอร์ที่สดใสกว่าในทำนองหลักที่สามโดยมีฟลูตเป็นผู้เริ่มบรรเลง ซึ่งทำนองหลักที่สามนี่เองที่ว่ากันว่า Dvorak นำมาจากเพลง Swing Low, Sweet Chariot อย่างที่กล่าวมาแล้วและมักจะเรียกทำนองช่วงนี้กันว่า Swing Low theme เมื่อฟังดูแล้วจะเห็นว่าช่วง exposition นี้ค่อนข้างสั้น Dvorak มักจะขอร้องผู้อำนวยเพลงให้เล่นช่วงนี้ซ้ำอีกรอบ แต่มีเพียงผู้อำนวยเพลงไม่กี่คนที่ทำเช่นนั้น

ช่วง development เป็นช่วงที่สั้นที่สุด จุดเริ่มต้นของช่วงนี้สังเกตได้จากฮอร์นนำวลีจากทำนอง Swing Low มาผันแปรไปจนถึงจุดคลายแม็กซ์ที่วงดุริยางค์นำทำนองที่หนึ่งมาเล่นซ้ำโดยมีการผันแปรเล็กน้อย หลังจากนั้นจะได้ยินฮอร์นบรรเลงทำนองหลักที่หนึ่งอีกครั้งเหมือนกับช่วงแรกซึ่งนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของช่วง recapitulation ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกับช่วงนำเสนอความคิดก่อนที่จะจบลงด้วยหางเพลง (coda) ที่เร่าร้อน

จากท่อนแรกที่ครุกกรุ่น Dvorak ได้ประพันธ์ท่อนที่สอง Largo ด้วยท่วงทำนองที่เศร้าสร้อยโหยหา ซึ่งต่างกับท่อนแรกโดยสิ้นเชิง กระบวนนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นท่อนที่โด่งดังที่สุดของซิมโฟนีบทนี้ ว่ากันว่าทำนองของท่อนนี้อาจจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของอุปรากรเรื่อง The Song of Hiawatha (นำมาจากบทกวีของ Henry Wadsworth Longfellow เกี่ยวกับชาวอินเดียนหนุ่มสาวคู่หนึ่ง)  ที่ Thurber เคยรบเร้าให้ Dvorak แต่ง แต่เขาได้ล้มเลิกกลางคันเนื่องจาก Dvorak เห็นว่าบทละครที่ Thumber ให้เขามานั้นใช้ไม่ได้ 

แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าบทเพลงนี้เป็นฉากไหนของเรื่อง Henry Krehbiel นักวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์ The New York Tribune กล่าวว่าเป็นตอนที่ Hiawatha เกี้ยว Minnehaha (พระเอกกับนางเอกของเรื่อง) หรือไม่ก็เป็นฉากงานศพของ Minnehaha ซึ่งคำกล่าวนี้ดูจะได้รับความเชื่อถือมากกว่าโดยสังเกตจากดนตรีที่เศร้าสร้อย ในขณะเดียวกัน Michael Beckman ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับตัวผู้ประพันธ์ได้ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นฉากที่ Hiawatha และ Minnehaha เดินทางตามเส้นทางอันแสนยาวไกลกลับบ้านหลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกันซึ่งดนตรีได้สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ระหว่างทาง


ภาพ The Death of Minnehaha โดย Frederic Remington

กระบวนนี้แต่งในลักษณะ ternary formในบันใดเสียงดีแฟล็ตเมเจอร์ ซึ่งท่วงทำนองที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงที่สุดก็คือทำนองหลักที่บรรเลงโดนอิงลิชฮอร์น โดยทั่วไปแล้วท่อนนี้เป็นท่อนที่สงบเงียบซึ่งมีลักษณะของดนตรีที่ทำให้คิดหวนถึงอดีต (nostalgia) ซึ่งหากไม่นับความสัมพันธ์ของท่อนนี้กับอุปรากรเรื่อง Hiawatha แล้วล่ะก็ Dvorak อาจจะแสดงความรู้สึกคิดถึงโบฮีเมียบ้านเกิดผ่านทางท่วงทำนองนี้ก็เป็นได้

ในช่วงกลางของเพลง Dvorak ได้นำวลีดนตรีที่ปรากฏในกระบวนแรกกลับมาบรรเลงอีกครั้งโดยการสอดแทรกทำนองสองทำนองไว้ด้วยกัน จุดที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดคลายแม็กซ์ของกระบวนนี้คือช่วงที่วงดุริยางค์หยุดเล่นในช่วงท้ายของเพลงก่อนที่ไวโอลินเดี่ยวและเชลโล่เดี่ยวจะบรรเลงท่วงทำนองหลักอีกครั้งก่อนที่จะจบกระบวน ในช่วงดังกล่าวนี้สร้างความรู้สึกของลมหายใจที่รวยระรินได้อย่างดี

สำหรับเรื่องจังหวะนั้นก่อนที่ Dvorak จะกำหนดจังหวะ Largo ให้กับกระบวนนี้เขาได้ทำการเปลี่ยนจังหวะหลายครั้ง ทีแรกเขาระบุไว้ในเค้าร่างสกอร์ว่า andante หลังจากนั้นก็ตัดสินใจเปลี่ยนเป็น larghetto กระบวนนี้แท้จริงแล้วก็ควรบรรเลงในจังหวะ larghetto ตามที่ Dvorak กำหนดไว้ถ้าเขาไม่ไปได้ยิน Seidl ซ้อมเพลงนี้ในจังหวะที่ช้ามากกว่าที่เขาคิดไว้มาก ซึ่ง Dvorak ก็เห็นว่าเข้ากันได้เป็นอย่างดีจึงเปลี่ยนมาเป็น Largo ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้

หากใครเคยฟังซิมโฟนีหมายเลขเก้าของ Beethoven แล้วทำนองในท่อนที่สาม Scherzo: Molto vivace นี้น่าจะคุ้นหูเป็นอย่างดี ซึ่งก็เพราะว่าท่อนนี้นั้นมีทำนองละม้ายคล้ายคลึงกับท่อน Molto vivace – Presto ในซิมโฟนีบทดังกล่าว  ท่วงทำนองในท่อนนี้ Dvorak คัดมาจากบทอุปรากร The Song of Hiawatha ที่ประพันธ์ไม่เสร็จของเขา ซึ่งคำกล่าวนี้น่าจะเป็นความจริงเพราะ Dvorak ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The New York Herald ว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากฉากเต้นรำของ Pau-Puk-Keewis ในบทกวีเรื่องดังกล่าวโดยเขาได้ให้คำจำกัดความของกระบวนนี้ว่า “เป็นงานเลี้ยงในป่าซึ่งชาวอินเดียนเริงระบำ” ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ดูจะเหมาะเจาะกับลักษณะของดนตรีเป็นอย่างดี 

ในท่อนนี้ Dvorak ประพันธ์ในแบบ  ternary form (ABA) โดยในท่อน A ประกอบด้วยทำนองหลักสองทำนอง ทำนองที่หนึ่งฟังดูสับสนวุ่นวายแต่ก็แฝงไว้ด้วยความสนุกสนานในบันใดเสียงไมเนอร์ซึ่งแตกต่างจากทำนองที่สองที่ฟังดูอ่อนช้อยกว่าในบันใดเสียงเมเจอร์ ในช่วงแปรทำนองจากท่อน A ไปท่อน B Dvorak ได้นำวลีจากทำนองหลักที่หนึ่งในท่อนแรกมาสอดแทรกไว้โดยการบรรเลงของเชลโล่ ท่อน B เป็นเพลงเต้นรำที่อ่อนหวาน หลังจากนั้นดนตรีจะย้อนกลับมาในท่อน A ในช่วงหางเพลงฮอร์นจะบรรเลงวลีจากกระบวนแรกอีกครั้งก่อนที่จะจบลงด้วยคอร์ดอันทรงพลังโดยวงดุริยางค์

ท่อนสุดท้าย Allegro con fuoco เป็นท่อนที่ Dvorak ได้มอบท่วงทำนองอันสง่างามที่สุดและยังได้หลอมรวมท่วงทำนองทั้งหมดตั้งแต่กระบวนแรกเอาไว้ ท่อนนี้มีลักษณะเป็น sonata form ที่ประกอบด้วยทำนองหลังสามทำนอง บทเพลงเริ่มด้วยอารัมภบทที่ร้อนแรงสั้นๆ หลังจากนั้นฮอร์นและทรัมเป็ตก็เริ่มบรรเลงทำนองแรกของท่อน exposition ซึ่งเป็นทำนองอันเปี่ยมด้วยพลังและความองอาจในบันใดเสียงอีไมเนอร์ ทำนองหลักที่สองให้อารมณ์อ่อนหวานในบันใดเสียงเมเจอร์โดยเริ่มบรรเลงโดยคลารี่เน็ท จากนั้นท่วงทำนองนี้ก็เชื้อเชิญเข้าสู่ทำนองหลักที่สามอันสว่างสุกใส ในส่วนของ development นั้น  Dvorak ได้นำท่วงทำนองต่างๆที่เคยนำเสนอไปแล้วในซิมโฟนีบทนี้มาผันแปรและสอดประสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยบยล โดยหากลองฟังดีๆแล้วเหมือนกับว่ามีท่วงทำนองอยู่สองส่วนที่ซ้อนทับกันอยู่ ท่วงทำนองแรกเป็นการผันแปรของทำนองหลักต่างๆในกระบวนนี้ อีกทำนองหนึ่งเป็นการนำทำนองจากสามกระบวนแรกมาบรรเลงซ้ำ ในช่วง recapitulation วงดุริยางค์จะบรรเลงทำนองหลักที่หนึ่งอีกครั้งในจังหวะมาร์ชก่อนที่ทำนองหลักที่สองและสามจะตามมาอย่างแผ่วเบาซึ่งนำไปสู่ coda ที่รวบรวมเอาท่วงทำนองทั้งหมดในทุกกระบวนมาบรรเลงเพื่อเป็นการสรุปดุริยวรรณกรรมชิ้นนี้อย่างโชติช่วงชัชวาล

ซิมโฟนีบทนี้กำหนดให้บรรเลงโดย ฟลุต 2  โอโบ 2  คลารี่เน็ท 2 บาสซูน 2 อิงลิชฮอร์น 1 ฮอร์น 4 ทรัมเป็ต  2 ทรอมโบน 3 กลองทิมปะนี  สามเหลี่ยม ฉาบ และวงเครื่องสาย

สุดท้ายนี้หากใครกำลังอยากจะเข้ามาสัมผัสกับบทเพลงคลาสสิกโดยเฉพาะบทเพลงประเภทซิมโฟนีแต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มจากเพลงใดดี ผมเคยฟังและอ่านมาจากนักฟังเพลงคลาสสิกหลายๆท่านว่าเวลาจะเริ่มฟังเพลงประเภทนี้ควรจะเริ่มจากเพลงง่ายๆไม่ซับซ้อนโดยอาจเริ่มจากบทประพันธ์ของ Mozart หรือ Vivaldi ก่อนแต่ผมเชื่อว่าไม่ว่าเพลงคลาสสิกจากนักประพันธ์คนใดหรือจากสมัยใดก็ตามสามารถเป็นจุดเริ่มต้นได้ทั้งนั้น ขอแต่เพียงว่าบทเพลงนั้น “โดน” ผู้ฟังก็เป็นอันใช้ได้ ผมหวังว่าดุริยวรรณกรรมจากโลกใหม่นี้จะ “โดน” ท่านผู้อ่านทุกท่านเช่นเดียวกัน


- ### -


คำศัพท์
Sonata form: เป็นรูปแบบการประพันธ์รูปแบบหนึ่ง มีส่วนประกอบหลักสามส่วนคือ
1.1 Exposition หรือช่วงนำเสนอความคิด เป็นช่วงที่ศิลปินจะนำเสนอทำนองหลักต่างๆ โดยมากมักประกอบด้วยสองทำนองขึ้นไป
1.2 Development หรือช่วงพัฒนา ในช่วงนี้ศิลปินจะนำเสนอแนวความคิดใหม่โดยผันแปรมาจากทำนองเดิมที่นำเสนอมาแล้ว อาจเป็นการย้ายบันได้เสียง การหยิบเอาวลีดนตรีต่างๆที่นำเสนอไปแล้วมามาคลี่คลายเป็นต้น
1.5 Recapitulation หรือช่วงย้อนความคิด ศิลปินจะนำทำนองต่างๆที่นำเสนอไปในช่วงต้นกลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง อาจมีการผันแปรเล็กน้อย
Ternary form รูปแบบการประพันธ์ที่มีสามส่วนโดที่ส่วนแรกและส่วนที่สามจะมีท่วงทำนองเหมือนกัน เช่นรูปแบบ ABA
Scherzo บทเพลงที่มีท่วงทำนองค่อนข้างเร็วในจังหวะสาม อาจมีลักษณะสนุกสนานหรือแปลกประหลาด หากแปลตรงตัวแล้วจะแปลว่า “ตลกขบขัน”


แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน
Steinberg, Michael. The Symphony, Oxford University Press, USA, 1998
Kamien, Roger. Music an Appreciation 8th Edition, McGraw-Hill, USA, 2004
CD Booklet: Hwnke, Matthias. Dvořák Symphonie No.9, Deutsche Grammophone 427 346-2 GH
Website: Gutmann, Peter. Antonin Dvorak Symphony # 9 (From the New World), http://www.classicalnotes.net/classics/newworld.html, 2001

ภาพ
www.duvekot.ca/eliane/archives/001521.html
www.rwnaf.org/newsletters/November2008/
flickr.com/photos/8392121@N02/2003318207/